ข่าวปลอม อย่าแชร์! โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ติดต่อกันได้ทางน้ำลาย

ตามที่มีการส่งต่อถึงประเด็นเรื่องโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ติดต่อกันได้ทางน้ำลาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากประเด็นการเผยแพร่ข้อความเตือนว่าหากไม่ใช้ช้อนกลาง ระวังเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการและชี้แจงว่าโรคมะเร็งกระเพาะอาหารนั้นไม่สามารถติดต่อกันได้ทางน้ำลายเนื่องจากสาเหตุการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าเกิดจากเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารเจริญเติบโตผิดปกติไม่สามารถควบคุมได้ มีสาเหตุอาจมาจากการอักเสบเรื้อรังจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori และมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารประเภทรมควัน และอาหารหมักดอง เป็นต้น พร้อมแนะนำประชาชนควรรับประทานอาหาร และดื่มน้ำสะอาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อ H.pylori และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02-202-6800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : มะเร็งกระเพาะอาหารไม่สามารถติดต่อได้ทางน้ำลาย แนะนำประชาชนควรรับประทานอาหาร และดื่มน้ำสะอาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อ H.pylori อีกทั้งขอให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร หน่วยงานที่ตรวจสอบ :  สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ข่าวปลอม อย่าแชร์! สบู่แดงรักษาโรคมะเร็ง และแผลติดเชื้อเรื้อรัง

ตามที่มีการแชร์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง สบู่แดงแก้มะเร็ง และแผลติดเชื้อเรื้อรัง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคลิปวิดีโอที่มีการให้ข้อมูลของสมุนไพรสบู่แดง ว่าสามารถนำมาใช้รักษาโรคมะเร็ง และแผลติดเชื้อเรื้อรังให้หายได้ โดยทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่ระบุว่าสบู่แดงสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้ แม้จะมีการพบสารประกอบสำคัญที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอยู่ในกลุ่มอัลคาลอยด์ ฟลาโวนอยด์ ฟีโนลิก ซาโปนิน และเทอร์พีนอยด์ ที่มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะนำมารักษามะเร็งในมนุษย์ได้ ซึ่งสบู่แดง (Jatropha gossypifolia L.) หรือละหุ่งแดง บางพื้นที่เรียกว่าสบู่เลือด (อาจจะทำให้สับสนกับพืชอีกชนิดหนึ่ง คือ Stephania pierrei Diels ซึ่งถูกเรียกเป็นชื่อภาษาไทยว่าสบู่เลือดเช่นกัน) สบู่แดงเป็นไม้พุ่ม ใบอ่อนมีสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลแดง มักมีการนำใบ ลำต้น ราก และเมล็ด มาใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาพื้นบ้าน แต่การนำพืชสมุนไพรมาใช้เพื่อหวังผลทางการรักษา โดยไม่ทราบรายละเอียดด้านสรรพคุณ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และวิธีการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการรักษาที่เหมาะสม ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือผู้ป่วยมะเร็งควรปรึกษาและขอคำแนะจากแพทย์ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์…

ข่าวบิดเบือน ผู้หญิงที่ย้อมสีผมบ่อย เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม มากขึ้น 60%

ตามที่ได้มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ผู้หญิงที่ย้อมสีผมบ่อย เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม มากขึ้น 60% ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน จากที่มีการแชร์ข้อมูลว่าผู้หญิงที่ย้อมสีผมบ่อย จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าปกติ ถึง 60% โดยทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่ายาย้อมสีผมเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ได้ ซึ่งยาย้อมสีผมแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ แบบชั่วคราว แบบกึ่งถาวร และแบบถาวร โดยชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือแบบถาวรซึ่งยาย้อมผมชนิดนี้จะแทรกซึมเข้าไปในเส้นผม และคงอยู่อย่างถาวรจนกว่าผมใหม่จะงอกขึ้นมา โดยสารเคมีหลักที่พบในผลิตภัณฑ์ย้อมสีผมแบบถาวรประกอบไปด้วยสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ สารพาราฟินีลินไดอะมีน (PPD) ตะกั่วอะซิเตท แอมโมเนีย เป็นต้น การใช้ยาย้อมผมเป็นประจำอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น มีอาการระคายเคืองบริเวณหนังศีรษะ หน้าผาก หู ดวงตา และคอ มีผื่นคันหรือลมพิษทั่วร่างกาย หากมีอาการแพ้รุนแรงจะทำให้หายใจลำบากและหมดสติได้ นอกจากนี้ช่างทำผมยังเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีมากกว่าผู้ที่ย้อมผมเนื่องจากต้องสัมผัสกับสารเคมีที่มาจากน้ำยาต่าง ๆ เป็นประจำ และสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยย้อมผมไม่ควรย้อมสีผม เพราะในน้ำยาย้อมผมมีสารเคมีหลายชนิด อาจก่อให้เกิดอาการแพ้สารเคมีบริเวณผิวหนัง และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน สำหรับช่างทำผมควรสวมใส่ถุงมือและใส่หน้ากากป้องกันสารเคมีขณะปฎิบัติงาน และควรมีระบบระบายอากาศที่ดีในร้านทำผม ดังนั้นข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ต่อในขณะนี้ จึงเป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! สารกันบูดในปลาทูนึ่ง หากสัมผัสโดนจะเป็นมะเร็งผิวหนัง

ตามที่ได้มีการเตือนภัยเรื่อง สารกันบูดในปลาทูนึ่ง หากสัมผัสโดนจะเป็นมะเร็งผิวหนัง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีชวนเชื่อเรื่องสุขภาพที่ระบุว่าให้ระวังปลาทูใส่สารกันบูด หากสัมผัสโดนสารกันบูดจะทำให้เป็นมะเร็งที่มือ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลวิชาการที่บ่งชี้ว่าการสัมผัสสารกันบูดส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง และกระบวนการผลิตปลาทูนึ่งถือเป็นการถนอมอาหารอยู่แล้วซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพปลาทูไว้ทำให้สามารถเก็บไว้ได้ในระยะหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูด ทั้งนี้ สารกันบูด เป็นสารที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาโดยการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุการเน่าเสียของอาหาร ตัวอย่างของสารกันบูด เช่น กรดเบนโซอิก กรดซอร์บิก พาราเบนส์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และซัลไฟต์ เป็นต้น โดยสารกันบูดที่อนุญาตให้ใช้จะผ่านการประเมินความปลอดภัยและมีการกำหนดปริมาณที่บริโภคได้ต่อวัน นอกจากนี้เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคได้มีการการสุ่มตรวจหรือสำรวจปริมาณการตกค้างของสารเหล่านี้ให้อยู่ในค่าไม่เกินมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02-202-6800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลวิชาการที่บ่งชี้ว่าการสัมผัสสารกันบูดส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง และกระบวนการผลิตปลาทูนึ่งถือเป็นการถนอมอาหารอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูด หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ข่าวบิดเบือน ผักกาดขาวมักดูดซึมยาฆ่าแมลง เป็นเหตุทำให้คนไทยเป็นมะเร็งมากที่สุดในเอเชีย

ตามที่มีการเตือนภัยด้านสุขภาพเรื่องผักกาดขาวมักดูดซึมยาฆ่าแมลง เป็นเหตุทำให้คนไทยเป็นมะเร็งมากที่สุดในเอเชีย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน จากกรณีการทดลองชวนเชื่อโดยระบุว่าผักกาดขาวดูดน้ำแดง จนเป็นผักกาดแดง ถ้าดูดยาฆ่าแมลงจะเป็นผักกาดสวย ที่คนไทยชอบกิน เลยเป็นมะเร็งกันมากสุดในเอเซีย ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงถึงประเด็นนี้ว่ามีการบิดเบือนข้อความจากความเป็นจริง เนื่องจากคนไทยไม่ได้เป็นมะเร็งมากที่สุดในเอเชีย ตามที่กล่าวอ้าง และผักกาดขาวดูดน้ำแดงตามที่เห็นเป็นเพียงการทดลองทางวิทยาศาตร์แสดงการดูดซึมน้ำผ่านระบบท่อลำเลียงของพืช โดยอาศัยผ่านแรงดันที่เกิดขึ้นภายใน แต่โดยทั่วไปการใช้ยาฆ่าแมลงส่วนใหญ่มักเป็นการฉีดพ่นสารเคมีเคลือบบนใบและต้นพืชเพื่อกำจัดแมลง อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคอาจพบสารเคมีตกค้างอยู่ในผักได้ ซึ่งการรับประทานผักที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ดังนั้นข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ต่อในขณะนี้ จึงเป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : คนไทยไม่ได้เป็นมะเร็งมากที่สุดในเอเชีย และการที่ผักดูดน้ำแดงตามที่เห็นก็เป็นเพียงการทดลองทางวิทยาศาตร์ แท้จริงการใช้ยาฆ่าแมลงส่วนใหญ่มักเป็นการฉีดพ่นสารเคมีเคลือบบนใบและต้นพืชเพื่อกำจัดแมลง จึงอาจมีการพบสารเคมีตกค้างอยู่ในผักได้ หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  

ข่าวปลอม อย่าแชร์! สมุนไพรจมูกปลาหลด ใช้รักษาโรคมะเร็ง

ตามที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอ ในประเด็นเรื่อง สมุนไพรจมูกปลาหลด ใช้รักษาโรคมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคลิปวิดีโอที่ได้มีการพูดถึงสรรพคุณของสมุนไพรจมูกปลาหลด ว่าสามารถนำมาต้มดื่ม เพื่อรักษาโรคมะเร็งนั้น ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลวิชาการแล้ว พบว่าจมูกปลาหลดไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ แม้ว่าจะมีการพบงานวิจัย แต่งานวิจัยที่พบเป็นเพียงการศึกษาคุณสมบัติการต้านการอักเสบในสัตว์ทดลอง ซึ่งยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่าจมูกปลาหลดสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ โดยจมูกปลาหลด เป็นไม้เถาขึ้นได้เองตามธรรมชาติในที่รกร้าง และบริเวณที่มีน้ำขังทั่วไป ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกใช้รับประทานเป็นผักสดได้ ซึ่งการนำพืชสมุนไพรมาใช้เพื่อหวังผลทางการรักษา โดยไม่ทราบรายละเอียดด้านสรรพคุณ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และวิธีการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการรักษาที่เหมาะสม หากผู้ป่วยมะเร็งต้องการใช้ยาสมุนไพรเสริมการรักษา ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : จมูกปลาหลดไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ซึ่งงานวิจัยที่พบเป็นเพียงการศึกษาคุณสมบัติการต้านการอักเสบในสัตว์ทดลอง จึงยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่าจมูกปลาหลดสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  

ข่าวปลอม อย่าแชร์! เสลดพังพอนตัวผู้ ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม

ตามที่มีการเผยแพร่คลิปประเด็นเรื่องเสลดพังพอนตัวผู้ ใช้รักษามะเร็งเต้านมได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีจากคำแนะนำว่าใบเสลดพังพอนตัวผู้บดหยาบสามารถนำมาใช้พอกที่แผลเพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านมได้นั้น ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบและจึงชี้แจงว่าใบเสลดพังพอนตัวผู้ไม่สามารถนำมาใช้รักษาแผลที่เกิดจากมะเร็งเต้านมได้ โดยเสลดพังพอน แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เสลดพังพอนตัวเมีย (ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau) และเสลดพังพอนตัวผู้ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Barleria lupulina Lindl) ซึ่งก็จะให้ฤทธิ์ในการรักษาต่างกัน โดยเสลดพังพอนตัวเมียเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ เป็นยาสำหรับรักษากลุ่มอาการทางระบบผิวหนัง บรรเทาอาการของเริมและงูสวัด รักษาแผลในปาก บรรเทาอาการผด ผื่น คัน ลมพิษ สำหรับเสลดพังพอนตัวผู้ใช้บรรเทาอาการอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย สารสำคัญที่พบในใบและก้านของเสลดพังพอน ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) สารประกอบพวกอิริดอยด์ไกลโคไซด์ (iridoid glycosides) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร.…

สารอะฟลาท็อกซิน ในอาหารแห้งเป็นสารก่อมะเร็งตับ จริงหรือ ?

ตามที่มีข้อความปรากฏในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องสารอะฟลาท็อกซิน ในอาหารแห้งเป็นสารก่อมะเร็งตับ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง องค์การอนามัยโลก เปิดเผยรายงานว่าสารอะฟลาท็อกซิน เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยสารอะฟลาท็อกซินถูกสร้างจากเชื้อราในตระกูล Aspergillus มักพบปนเปื้อนผลผลิตทางการเกษตร หากเก็บไว้ในที่ที่อุณหภูมิและความชื้นสูง เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง และเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ พริกไทย พริกป่น กระเทียม หอมแดง เป็นต้น สารอะฟลาท็อกซินเป็นอันตรายทั้งในมนุษย์และสัตว์ มีความสามารถในการทนความร้อนได้สูง ซึ่งความร้อนที่ใช้ในการหุงต้มอาหารโดยทั่วไปตามบ้านเรือนนั้น ไม่สามารถทำลายสารดังกล่าวให้หมดไปได้ เมื่อมีการปนเปื้อนสารพิษดังกล่าวในอาหารและร่างกายได้รับสารนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ เช่น โรคตับอักเสบเรื้อรัง และมะเร็งตับ เป็นต้น ซึ่งความเป็นพิษที่ส่งผลต่อร่างกายของแต่ละบุคคลจะมากหรือน้อยนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับสารพิษนั้นๆ ความถี่ที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย อายุ และความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายในแต่ละตัวบุคคลทั้งนี้ ควรเลือกซื้ออาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์ ไม่แตกหรือชำรุด มีส่วนประกอบและมาตรฐานความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ และซื้อวัตถุดิบในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อความสดใหม่ ลดเวลาในการเก็บวัตถุดิบไม่ให้นานเกินไปและจัดเก็บอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงที่ที่อุณหภูมิและความชื้นสูง นอกจากนี้ขั้นตอนในการทำอาหารอาจช่วยลดปริมาณของอะฟลาทอกซินได้ เช่น การล้างและการปอกเปลือกคัดแยกส่วนที่ปนเปื้อนออก เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ดื่มน้ำสมุนไพรกระชายดำ ผสมไหลเผือก ช่วยรักษาอาการมะเร็ง

ตามที่มีการเผยแพร่ประเด็นเรื่อง ดื่มน้ำสมุนไพรกระชายดำ ผสมไหลเผือก ช่วยรักษาอาการมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำแนะนำเครื่องดื่มสมุนไพรกระชายดำ ผสมไหลเผือก โดยระบุว่าสามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนหรืองานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันว่ากระชายดำและไหลเผือกสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ โดยกระชายดำ มีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แก้ปวดเมื่อยและอาการเหนื่อยล้า เหง้ากระชายดำ ประกอบด้วย น้ำมันหอมระเหย สารกลุ่มฟลาโวน แอนโทไซยานิน และสารประกอบฟินอลิก ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ส่วนไหลเผือก หรือหางไหลเผือก มีสารออกฤทธิ์กลุ่ม ควาสสินอยด์ และไตรเทอร์พีนอยด์ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ นอกจากนี้ไหลเผือกยังถูกจัดอยู่ในบัญชียาสมุนไพร บัญชียาหลักแห่งชาติ กลุ่มยาแก้ไข้ สมุนไพรมีคุณประโยชน์แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม การรับประทานเพื่อหวังผลในด้านการรักษาโรคควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรระมัดระวังในการรับประทานเป็นพิเศษ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนหรืองานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันว่ากระชายดำและไหลเผือกสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ หน่วยงานที่ตรวจสอบ :…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! สูตรยารักษาแผลมะเร็ง

ตามที่มีการเผยแพร่ประเด็นเรื่อง สูตรยารักษาแผลมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำแนะนำสูตรรักษาแผลมะเร็ง ซึ่งประกอบด้วย ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ทองพันชั่ง เหงือกปลาหมอ ขันทองพยาบาท หัวร้อยรู กำแพงเก้าชั้น และฝาง จากการตรวจสอบข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า สูตรยานี้ไม่สามารถนำมารักษาแผลมะเร็งในมนุษย์ได้ เนื่องจากสมุนไพรข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ทองพันชั่ง เหงือกปลาหมอ ขันทองพยาบาท หัวร้อยรู กำแพงเก้าชั้น และฝาง มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดเป็นองค์ประกอบ เช่น สารฟีนอลิกส์ สารฟลาโวนอยด์ สารซาโปนิน วิตามินซี เป็นต้น ซึ่งสารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลวิชาการที่ยืนยันชัดเจนว่าสมุนไพรดังกล่าวสามารถนำมารักษาแผลมะเร็งในมนุษย์ได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยมะเร็งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ซึ่งปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งที่เป็นวิธีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับมี 3 วิธี หลัก ๆ ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์…