ข่าวปลอม อย่าแชร์! กินอาหารค้างคืนที่อุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง

ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่างๆ ถึงประเด็นเรื่อง กินอาหารค้างคืนที่อุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีข้อความเตือนภัยว่า การรับประทานอาหารค้างคืน ที่ถูกนำมาอุ่นซ้ำ ๆ จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า การรับประทานอาหารค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง แต่อันตรายอาจเกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกวิธี เช่น เก็บในตู้เย็นที่มีความเย็นไม่เพียงพอทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา เมื่อทานอาหารเหล่านั้นเข้าไปก็จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้อาหารที่ทำทิ้งไว้นาน และมีการอุ่นซ้ำซากอาจทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลง รวมถึงมีรสชาติเปลี่ยนไป โดยการรับประทานอาหารที่ค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำควรคำนึงถึงอุณหภูมิของการเก็บรักษา และการอุ่นด้วยความร้อนอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานอาหารที่สดใหม่ ไม่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การรับประทานอาหารค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง โดยการรับประทานอาหารที่ค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำควรคำนึงถึงอุณหภูมิของการเก็บรักษา และการอุ่นด้วยความร้อนอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ หน่วยงานที่ตรวจสอบ :  สถาบันมะเร็งแห่งชาติ…

รังสียูวี หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง จริงหรือ?

ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่างๆ ถึงประเด็นเรื่อง รังสียูวี หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง จากที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการพบว่า รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสียูวี (UV) นั้น เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังจริง โดยมะเร็งผิวหนังเกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ผิวหนังมีการเจริญเติบโต และแบ่งตัวผิดปกติ มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต หรือแสงสังเคราะห์ที่นิยมใช้ในเตียงอาบแดด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย เช่น การสัมผัสกับสารพิษเป็นเวลานาน ๆ หรือระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ มีไฝหรือขี้แมลงวันมากผิดปกติ เป็นต้น ทั้งนี้ประชาชนสามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงของมะเร็งผิวหนังได้จาก ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน สวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดทุกครั้งหากต้องออกไปอยู่กลางแดด หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงสังเคราะห์ เช่น แสงจากเตียงอาบแดด และหมั่นสังเกตผิวหนังของตนเองอยู่เสมอ หากพบว่ามีความผิดปกติหรือมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 หน่วยงานที่ตรวจสอบ :  สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  

ข่าวปลอม อย่าแชร์! มะเร็งกระเพาะอาหารติดต่อได้ทางน้ำลาย

ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่างๆ ถึงประเด็นเรื่อง มะเร็งกระเพาะอาหารติดต่อได้ทางน้ำลาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีข้อความเตือนภัยว่าไม่ใช้ช้อนกลาง เสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการแล้วพบว่า มะเร็งกระเพาะอาหารไม่สามารถติดต่อได้ทางน้ำลาย เนื่องจากสาเหตุการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าเกิดจากเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารเจริญเติบโตผิดปกติไม่สามารถควบคุมได้ มีสาเหตุอาจมาจากการอักเสบเรื้อรังจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori และมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารประเภทรมควัน และอาหารหมักดอง เป็นต้น ดังนั้นมะเร็งกระเพาะอาหารจึงไม่สามารถติดต่อทางน้ำลาย โดยประชาชนควรรับประทานอาหาร และดื่มน้ำสะอาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อ H.pylori และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : มะเร็งกระเพาะอาหารไม่สามารถติดต่อได้ทางน้ำลาย แนะนำประชาชนควรรับประทานอาหาร และดื่มน้ำสะอาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อ H.pylori อีกทั้งขอให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร หน่วยงานที่ตรวจสอบ :  สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์…

ข่าวจริง! ถ่ายเป็นเลือดสัญญาณเตือนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ตามที่มีการเตือนการถ่ายเป็นเลือดถือเป็นหนึ่งในสัญญาณโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าประเด็นดังกล่าว เป็นข้อมูลจริง มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงพบมากเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 12,000 คน สาเหตุมาจากวิถีชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานเนื้อแดงเนื้อแปรรูปเป็นประจำ อาหารกากใยน้อย อาหารปิ้งย่าง รมควัน ตลอดจนขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น สัญญาณเตือนหรืออาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่ การถ่ายอุจจาระมีมูกปนเลือดหรืออาจถ่ายเป็นเลือดสดๆ มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง/ถ่ายไม่สุด ขนาดของลำอุจจาระเล็กลง และมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงส่วนหนึ่งสามารถป้องกันได้จากการปรับพฤติกรรมการดำรงชีวิตและหมั่นสังเกตตัวเองว่าการขับถ่ายเป็นปกติดีหรือไม่ หากพบความผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ นอกจากนี้มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงยังสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกด้วยวิธีการตรวจหาเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  

ข่าวจริง! ตาเหลือง ตัวเหลือง เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนมะเร็งตับและท่อน้ำดี

ตามที่มีการเตือนสัญญาณโรคมะเร็งตับ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าประเด็นดังกล่าว เป็นข้อมูลจริง มะเร็งตับและท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในคนไทย แต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 20,000 คน มะเร็งตับที่พบมากในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ มะเร็งของเซลล์ตับ และมะเร็งท่อน้ำดีตับ สาเหตุของมะเร็งเซลล์ตับ หลายคนอาจทราบแต่เพียงว่าเกิดจากการดื่มเหล้า แต่ในความเป็นจริงยังมีสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งที่พบบ่อยในบ้านเราคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรังชนิดบีและซี เป็นผลทำให้เซลล์ตับถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง มีไขมันสะสมในตับมากขึ้นและเกิดผังผืดขึ้นแทนที่เซลล์ตับปกติ ส่วนมะเร็งท่อน้ำดีตับพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการกินปลาน้ำจืดดิบ การรับประทานอาหารที่มีดินประสิว และไนไตรท์ เช่น ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาส้ม แหนมไส้กรอก อาหารที่ปนเปื้อนเชื้อรา รวมถึงการมีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง และเป็นนิ่วในทางเดินน้ำดีในตับอีกด้วย ผู้ป่วยแต่ละรายอาจอาจมีอาการแสดงของโรคแตกต่างกันและมักไม่มีอาการในระยะแรก โดยอาการส่วนใหญ่ที่พบ คือ แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ปวดหรือเสียดชายโครงขวา อาจคลำพบก้อนในช่องท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต และมีอาการบวมบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย การป้องกันโรคทำได้โดยการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบชนิดบีในเด็กแรกเกิด ไม่รับประทานปลาน้ำจืดดิบ…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! 3 วิธีรักษาโรคมะเร็งด้วยตนเอง

ตามที่มีข้อความแนะนำ เรื่อง 3 วิธีรักษาโรคมะเร็งด้วยตนเอง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีคำแนะนำวิธีรักษามะเร็งด้วยตนเอง 3 วิธี ได้แก่ การหายใจเข้าลึกๆ การทำจิตใจไม่ให้เครียด และการงดรับประทานอาหารที่เป็นกรด ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการแล้ว และได้ชี้แจงว่า ทั้ง 3 วิธีข้างต้นที่บทความอ้างอิง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งทำได้ด้วยการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี ที่ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ ส่วนการหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้ได้ออกซิเจนปริมาณมาก การทำจิตใจไม่ให้เครียด การงดบริโภคอาหารที่เป็นกรด และให้บริโภคอาหารที่เป็นด่างนั้น ยังไม่มีหลักฐานหรืองานวิจัยที่ยืนยันว่ามีส่วนในการรักษาโรคมะเร็ง ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : วิธีการหายใจเข้าลึกๆ การทำจิตใจไม่ให้เครียด และการงดรับประทานอาหารที่เป็นกรด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งทำได้ด้วยการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี เท่านั้น หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ข่าวปลอม อย่าแชร์! น้ำปั่นใบสดหญ้าปักกิ่ง รักษามะเร็งน้ำเหลือง

ตามที่ได้มีบทความแนะนำเรื่อง น้ำปั่นใบสดหญ้าปักกิ่ง รักษามะเร็งน้ำเหลือง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำแนะนำวิธีรักษามะเร็งน้ำเหลือง ด้วยการดื่มน้ำใบสดหญ้าปักกิ่งปั่น ติดต่อกัน 7 วัน ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าหญ้าปักกิ่งสามารถรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองในมนุษย์ได้ ทั้งนี้หญ้าปักกิ่ง เป็นพืชสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น สารฟีนอลิกส์ และสารฟลาโวนอยด์ จากผลการศึกษาวิจัยระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการ พบว่า สารเหล่านี้อาจมีส่วนในการยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองอย่างไรก็ตามผลดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยเบื้องต้นที่ต้องรอการศึกษาอื่นๆ เพิ่มเติม ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และควรศึกษารายละเอียดด้านสรรพคุณ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และวิธีการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02-202-6800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าหญ้าปักกิ่งสามารถรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองในมนุษย์ได้ หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ข่าวปลอม อย่าแชร์! สมุนไพรขันทองพยาบาท ใช้รักษาโรคมะเร็ง

ตามที่มีการแชร์ข้อความเกี่ยวกับกับประเด็นเรื่องสมุนไพรขันทองพยาบาท ใช้รักษาโรคมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการแชร์สรรพคุณของสมุนไพรขันทองพยาบาท ว่าสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ได้ชี้แจงว่า หลังจากที่ได้ตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการแล้วพบว่าขันทองพยาบาทไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็ง และไม่สามารถนำมาใช้รักษามะเร็งได้ ซึ่งปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งหลัก ๆ มี 3 วิธี ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ สำหรับสมุนไพรขันทองพยาบาท (Suregada multiflora) เป็นพืชที่ถูกนำมาใช้ในตำหรับยาสมุนไพรพื้นบ้านมีกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น อัลคาลอยด์ ซาโปนิน ฟลาโวนอยด์ เป็นต้น และจากผลการศึกษาวิจัยระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการ พบว่า สารนี้อาจมีส่วนในการยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ผลดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยเบื้องต้น และยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าขันทองพยาบาทช่วยรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ http://www.nci.go.th/ หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : จากการตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบว่าขันทองพยาบาทไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็งและไม่สามารถนำมาใช้รักษามะเร็งได้ หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ใส่ผ้าอนามัยนาน ทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก

ตามที่ได้มีบทความแนะนำเรื่องใส่ผ้าอนามัยนาน ทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำเตือนหากใส่ผ้าอนามัยนานอาจทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า เป็นความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิง ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบว่าการใส่ผ้าอนามัยนาน ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ Human Papilloma Virus (HPV) และส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมาจากเพศสัมพันธ์ผ่านการสัมผัสผิวหรือเยื่อบุของอวัยวะเพศ ผู้ที่มีคู่นอนหลายคนจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการสูบบุหรี่ที่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง เป็นต้น ส่วนการใส่ผ้าอนามัยแผ่นเดิมเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนแผ่นใหม่ อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเกิดเชื้อรา ทำให้มีอาการระคายเคือง อาการคัน หรือเชื้อเหล่านี้อาจแพร่ไปยังทางเดินปัสสาวะทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เป็นต้น ทั้งนี้ การใช้ผ้าอนามัยแผ่นเดียวนาน ๆ อาจทำให้เกิดการอับชื้น ไม่สะอาด ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 4-6 ชั่วโมง หรือตามปริมาณประจำเดือนที่มีในวันมามากอาจจะเปลี่ยนบ่อยกว่าวันที่กำลังจะหมด ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02-202-6800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ :  เป็นความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิง…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! น้ำต้มหญ้างวงช้างและอ้อยดำ รักษามะเร็งปอด

ตามที่ได้มีข้อความชวนเชื่อเรื่อง น้ำต้มหญ้างวงช้างและอ้อยดำ รักษามะเร็งปอด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำแนะนำเรื่องรักษาโรคมะเร็งปอด ด้วยการดื่มน้ำต้มหญ้างวงช้างและอ้อยดำ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ไม่สามารถนำหญ้างวงช้าง และอ้อยดำมาใช้รักษามะเร็งปอดในมนุษย์ได้ แม้จะมีข้อมูลผลการศึกษาวิจัยระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการที่พบว่าหญ้างวงช้าง และอ้อยดำ เป็นพืชสมุนไพรไทย อาจมีส่วนช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ผลดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยเบื้องต้น ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าหญ้างวงช้าง และอ้อยดำช่วยรักษาโรคมะเร็งปอดได้ โดยปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งหลัก ๆ มี 3 วิธี ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา ซึ่งการรับฟังข้อมูลที่ไม่ผ่านการพิจารณาหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน และลดโอกาสการรักษาทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ควรศึกษารายละเอียดด้านสรรพคุณ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และวิธีการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ http://www.nci.go.th/ หรือโทร. 02-202-6800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่สามารถนำหญ้างวงช้างและอ้อยดำมาใช้รักษามะเร็งปอดในมนุษย์ได้ มีเพียงงานวิจัยเบื้องต้นในหลอดทดลองเท่านั้น หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข