“เคมีบำบัด” กับการรักษามะเร็ง

“เคมีบำบัด” ยาเพื่อทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง “การใช้ยาเคมีบำบัด” เป็นแนวทางการรักษาโรคมะเร็งที่หลายคนคงเคยได้ยินกันบ่อย ๆ เคมีบำบัดถือเป็นหนึ่งในแนวทางหลักของการรักษาโรคมะเร็ง เป็นวิธีการที่ใช้ยาเคมีเข้าไปทําลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยมีวัตถุประสงค์หลายด้าน เช่น เพื่อการรักษา เพื่อการควบคุมไม่ให้มะเร็งแพร่กระจาย และเพื่อบรรเทาอาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจายให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การทำเคมีบำบัดจะต้องมีการวางแผนการรักษาตามขั้นตอน เพื่อให้ผลของการรักษามีประสิทธิภาพและผู้ป่วยได้รับผลประโยชน์สูงสุด เบื้องต้นแพทย์จะตรวจร่างกาย เพื่อพิจารณาปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการทำเคมีบำบัดและเป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยพร้อมที่จะได้รับการรักษาตามสภาวะของแต่ละบุคคลหรือไม่ เช่น ประเภทของมะเร็ง ขนาดหรือตำแหน่งการเกิด อายุของผู้ป่วย และผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมของผู้ป่วย การทำเคมีบำบัดอาจใช้ยาชนิดเดียวหรือใช้ยาจากหลายกลุ่มร่วมกันแล้วแต่กรณี การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตบ้าง ดังนั้นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการรักษาจะช่วยบรรเทาความเครียด รวมไปถึงลดผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ เช่น รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความวิตกกังวล รวมไปถึงแจ้งแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรเพราะอาจไปลดประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดหรือก่อให้เกิดผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นได้ และเป็นที่ทราบกันดีว่าการให้ยาเคมีบำบัดนั้นจะไม่ได้ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงที่เซลล์มะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่อาจส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติทั่วไปและการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดอาการข้างเคียงอีกด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ เบื่ออาหาร ภูมิต้านทานต่ำ เหนื่อยง่าย ท้องเสีย ผมร่วง และเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งอาการเหล่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นกับปริมาณและชนิดของยาเคมีบำบัดที่ใช้ ความแข็งแรงของร่างกายผู้ป่วยแต่ละราย ตลอดจนความพร้อมด้านจิตใจของผู้ป่วยเอง อย่างไรก็ตามอาการจากผลข้างเคียงเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวในช่วงเวลาที่กำลังได้รับยาหรือหลังได้รับยาในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ผู้ป่วยจึงไม่ควรหมดกำลังใจในการต่อสู้กับโรค

มะเร็งไทรอยด์ ตรวจพบเร็ว สามารถรักษาให้หายขาดได้

จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทย เราพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์รายใหม่ประมาณ 2800 ราย โดยส่วนใหญ่จะพบมะเร็งต่อมไทรอยด์ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย จัดอยู่ในอันดับ 7 ของมะเร็งทั้งหมดที่พบในเพศหญิง ส่วนในเพศชายแม้จะพบน้อยกว่าแต่ก็มีความเสี่ยงของการเกิดโรคเช่นกัน มะเร็งไทรอยด์เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมไทรอยด์ และพัฒนาเป็นก้อนมะเร็งขึ้น และอาจจะขยายโตขึ้นเรื่อย ๆ สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่ามะเร็งไทรอยด์เกิดจากสาเหตุใด แต่มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น การได้รับรังสีบริเวณลำคอหรือบริเวณต่อมไทรอยด์ เคยเป็นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ขาดธาตุอาหารไอโอดีน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น มะเร็งไทรอยด์ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใด ๆ แต่เมื่อเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตขึ้น ผู้ป่วยอาจคลำพบก้อนนูนใต้ผิวหนังบริเวณกึ่งกลางลำคอ ซึ่งอาจพบเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ และอาจพบอาการป่วยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เสียงแหบ หายใจลำบากหรือหายใจมีเสียงหวีด กลืนลำบากหรือรู้สึกเจ็บขณะกลืน เจ็บบริเวณลำคอ ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอบวม เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมาพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติ โรคประจำตัว และการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมถึงการตรวจเลือด และหากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งไทรอยด์ แพทย์อาจวินิจฉัยด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวด์ การตรวจด้วยไอโอดีนรังสี การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำไทรอยด์สแกน และการตรวจชิ้นเนื้อ ผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์จะได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ เพื่อวางแผนวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับชนิดและระยะโรคของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งการรักษามะเร็งไทรอยด์อาจทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัด การรับประทานไอโอดีนรังสี…

รู้ทันมะเร็ง : ไฮฟู่รักษามะเร็ง : โดย นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ

เครดิต : คมชัดลึก  19 ก.ค. 2556           ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาในวงการมะเร็งไม่มีอะไรจะหวือหวาฮือฮาเท่ากับข่าวเครื่องมือแพทย์ตัวใหม่ในบ้านเรา ที่มีชื่อเรียกว่า “ไฮฟู่” ที่ทำให้ในสังคมโซเชียลมีเดียส่งต่อข้อมูลของเจ้าเครื่องมือตัวนี้ไปทั่ว ญาติสนิทมิตรสหายของคนไข้ช่วยกันบอกต่ออีกแรง ทำเอาผู้ป่วยมะเร็งต่างมีความหวัง พากันไปโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือนี้จนโรงพยาบาลแทบแตก           ที่เจ้าเครื่องมือตัวนี้มีชื่อแปลกประหลาดว่าไฮฟู่นั้น มาจากตัวย่อเป็นภาษาอังกฤษที่ว่า HIFU จากชื่อเต็มว่า High Intensity Focused Ultrasound แปลเป็นไทยให้เข้าใจง่ายๆ ว่าการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์มาเพิ่มความเข้ม และยิงไปที่เป้าหมายอย่างเจาะจงตรงตำแหน่งก้อนเนื้องอก เป็นเทคโนโลยีของประเทศจีนร่วมกับญี่ปุ่น ปกติแล้วเราใช้อัลตราซาวนด์ในการตรวจวินิจฉัยโรคเป็นหลัก ที่หลายคนคงเคยไปตรวจกันมาแล้วแบบที่มีการทาเจลลื่นๆ ที่ผิวหนังแล้วมีหัวอัลตราซาวนด์ถูไปถูมาไม่เจ็บตัวอะไร โดยอาศัยหลักการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านเนื้อเยื่อแล้วสะท้อนกลับมาที่หัวอัลตราซาวนด์ไปสร้างภาพให้ปรากฏบนจอเครื่องว่าหน้าตาอวัยวะภายในนั้นเป็นอย่างไร มีก้อนเนื้องอกผิดปกติภายในอวัยวะนั้นหรือไม่ หลักการเดียวกับการใช้ระบบโซนาร์หาฝูงปลาในเรือประมง เครื่องไฮฟู่ก็พัฒนาต่อยอดจากเครื่องอัลตราซาวนด์ปกติคือ มีการเพิ่มความเข้มของคลื่นเสียงและยิงไปที่ก้อนที่ได้จากภาพที่ปรากฏอยู่เพื่อให้คลื่นเสียงที่มีทั้งความถี่และความเข้มสูง ทำให้เกิดความร้อนไปทำลายเซลล์เนื้องอกให้ฝ่อลง ปกติแล้วการตรวจอัลตราซาวนด์ใช้ในการตรวจอวัยวะที่เป็นก้อนตันๆ เช่น ตับ ตับอ่อน มดลูก ต่อมลูกหมาก ไต หรือพวกหลอดเลือด ไม่สามารถผ่านกระดูกหรือใช้ในอวัยวะที่เป็นท่อกลวงหรืออวัยวะที่มีอากาศอยู่ภายใน…

รู้ทันมะเร็ง : ใส่ท่อระบายนานแค่ไหนในมะเร็งท่อน้ำดี : โดย นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ

เครดิต : คมชัดลึก  26 ก.ค. 2556           ถามกันมามากอีกเหมือนกันครับกับปัญหาเรื่องการใส่ท่อระบายน้ำดีในผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะตัวเหลืองตาเหลือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีหรือมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีที่พบบ่อยที่สุดในโลกที่ภาคอีสานบ้านเรา นอกจากนั้นมะเร็งชนิดนี้ยังพบบ่อยในชายไทยติดอยู่ใน 5 อันดับแรกมายาวนาน เพราะฉะนั้นภาพผู้ป่วยที่มีท่อระบายน้ำดีโผล่ออกมาจากหน้าท้องด้านบนขวาต่อลงถุง จึงเป็นภาพที่คุ้นตาในโรงพยาบาลบ้านเรา           ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมจึงต้องใส่ท่อระบายน้ำดี เป็นเพราะผู้ป่วยมีภาวะท่อน้ำดีอุดตันจากก้อนมะเร็งไปกดเบียดท่อน้ำดี ทำให้มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง คันตามตัวและอาการอื่นอีกหลายอย่าง หากปล่อยทิ้งไว้นอกจากจะต้องทุกข์ทรมานจากอาการคันแบบที่ว่ายาอะไรก็เอาไม่อยู่แล้ว การที่น้ำดีคั่งอยู่ในตับเป็นเวลานานยังจะทำให้เซลล์ตับพัง เกิดภาวะตับแข็งจากการเกิดพังผืดในตับ การทำงานในหลายๆ ระบบที่เกี่ยวข้องกับตับก็จะเกิดปัญหาตามมา อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าตับมีหน้าที่มากมายหลายอย่าง ภาวะท่อน้ำดีอุดตันนั้นเกิดได้ในมะเร็งอื่นๆ ที่บริเวณข้างเคียงโตมากดเบียดท่อน้ำดีหลัก เช่น มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งตับอ่อน หรือจากมะเร็งของอวัยวะอื่นที่ห่างไกล แต่กระจายมาที่ตับ กลุ่มหลังนี้มักไม่ค่อยทำให้เกิดท่อน้ำดีอุดตันแต่เมื่อก้อนมะเร็งเพิ่มจำนวนหรือขนาดใหญ่มากขึ้น อาจจะมีภาวะตัวเหลืองตาเหลืองจากการที่เซลล์ตับปกติที่เหลือน้อยทำงานเลวลง           การใส่ท่อระบายน้ำดีในผู้ป่วยมะเร็งนั้นมี 2 ประเภทหลักคือใส่แบบชั่วคราวหรือใส่แบบถาวรตลอดชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายเหตุผล ที่สำคัญคือระยะของโรคมะเร็งที่เป็น สภาพร่างกายหรือโรคประจำตัวของผู้ป่วย โดยทั่วไปจะใส่ท่อระบายน้ำดีในกรณีที่มีตัวเหลืองตาเหลืองมากคือมีท่อน้ำดีโป่งพองขยายตัวชัดเจน อย่างที่ทราบกันดีว่ามะเร็งบริเวณตับและท่อน้ำดีในบ้านเรา…

รู้ทันมะเร็ง : กัมมันตรังสีรักษามะเร็ง : โดย นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ

เครดิต : คมชัดลึก  22 พ.ย. 2556           พูดถึงสารกัมมันตรังสี เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงเรื่องร้ายๆ มากกว่าเรื่องดี นับตั้งแต่ผลพวงที่ตามมาของการใช้ระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมื่อเดือนมีนาคม 2554 เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีหลังการระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้า ที่เกิดตามหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ทำเอาผู้คนทุกหมู่เหล่าพากันส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมรับ ทุกครั้งที่มีข่าวเรื่องการจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในบ้านเรา           แท้ที่จริงแล้ว สารกัมมันตรังสีใช่ว่าจะมีแต่โทษภัยสถานเดียว ประโยชน์จากการใช้กัมมันตรังสีในทางการแพทย์ก็มีไม่น้อยเช่นกัน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งนั้นมีทั้งช่วยในการวินิจฉัย การบอกระยะของโรคมะเร็ง การรักษา การติดตามการรักษาและการกลับมาเป็นซ้ำของโรค ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่องการใช้สารกัมมันตรังสีในทางการแพทย์ หรือที่ภาษาอย่างเป็นทางการในทางการแพทย์เรียกว่าสาขาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โดยการให้ผู้ป่วยได้รับสารกัมมันตรังสีในรูปของเหลว โดยการกินหรือฉีดเข้าสู่ร่างกาย สารกัมมันตรังสีนั้นจะเข้าสู่อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่มีความเฉพาะเจาะจงและปล่อยรังสีออกมา มีผลทำให้เนื้อเยื่อส่วนนั้นได้รับรังสีอย่างเต็มที่โดยตรง ขณะที่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะข้างเคียงจะได้รับปริมาณรังสีในระดับต่ำกว่า จึงลดอันตรายจากรังสีต่อเนื้อเยื่อปกติและทำให้สามารถให้สารกัมมันตรังสีซ้ำได้หลายครั้ง โดยไม่ต้องวิตกกังวลว่าอวัยวะที่ปกติจะได้รับผลแทรกซ้อนไปด้วย           ตัวอย่างการรักษาโรคด้วยสารกัมมันตรังสีที่ใช้กันในปัจจุบัน เช่น การรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์โดยใช้สารกัมมันตรังสีไอโอดีน 131 การรักษามะเร็งตับโดยฉีดสารทึบรังสีและสารกัมมันตรังสีไอโอดีน 131 เข้าทางหลอดเลือดแดงที่ตับโดยตรง…

รู้ทันมะเร็ง : ใช้ความเย็นเข่นฆ่ามะเร็ง : โดย นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ

เครดิต : คมชัดลึก  13 ม.ค. 2555           เมื่อฤดูหนาวมาเยี่ยมมาเยือน วงการแพทย์และสาธารณสุขก็ต้องออกมาเตือนเรื่องการปฏิบัติตัวเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก ผู้สูงอายุ คนป่วยและคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังต้องเอาใจใส่เรื่องการรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกายเป็นพิเศษ ราวกับว่าความหนาวเย็นเป็นโทษเป็นภัยต่อสุขภาพเสียมากกว่า แต่ในการรักษาโรคมะเร็งนั้น ความเย็นยังมีประโยชน์ที่สำคัญคือเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการรักษาโรคมะเร็งที่หลายคนไม่เคยทราบมาก่อน           อันที่จริงการใช้ความเย็นในการรักษาโรคหลายๆ โรค รวมทั้งโรคมะเร็งนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด มีการใช้มาเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่มีพัฒนาการขึ้นโดยลำดับตามการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ หลักการคือการใช้ความเย็นจัดจากเครื่องมือที่บรรจุไนโตรเจนเหลวหรือก๊าซอาร์กอนสามารถลดอุณหภูมิลงได้ถึงลบ 40 องศาเซลเซียส เพื่อทำลายเซลมะเร็งเรียกว่าก้อนมะเร็งกลายเป็นก้อนน้ำแข็งยังไงยังงั้น คือทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วและค่อยๆ ให้ก้อนน้ำแข็งละลายลงอย่างช้าๆ และสามารถทำซ้ำไปซ้ำมาได้หลายรอบ สามารถใช้ได้ทั้งในโรคบริเวณส่วนนอกของร่างกาย เช่น ผิวหนัง หรือโรคของอวัยวะภายในโดยการสอดแท่งโลหะนำความเย็นเข้าไปในตัวก้อนเนื้องอกโดยใช้อัลตราซาวน์หรือเอ็มอาร์ไอกำหนดตำแหน่งเพื่อให้แน่ใจว่าตรงเป้าหมายและไม่ให้โดนเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง           โรคมะเร็งที่มีการใช้ความเย็นในการรักษาแล้วได้ผลการรักษาค่อนข้างดี ได้แก่ มะเร็งนัยน์ตาของเด็กชนิดเรติโนบลาสโตมา มะเร็งผิวหนังระยะเริ่มต้น ภาวะเซลปากมดลูกผิดปกติก่อนกลายเป็นมะเร็งมะเร็งกระดูกบางชนิด นอกจากนั้นมีการใช้ความเย็นในผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดเนื่องจากอายุมาก สภาพร่างกายไม่เอื้อต่อการผ่าตัด กลุ่มนี้ก็เช่น มะเร็งตับทั้งชนิดที่เป็นจากเซลตับเองหรือชนิดที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น  …

รู้ทันมะเร็ง : รักษามะเร็งแบบปรองดอง : โดย นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ

เครดิต : คมชัดลึก  20 เม.ย. 2555           บรรยากาศทางการเมืองอันร้อนรุ่มเวลานี้พอๆ กับสภาพอากาศหน้าร้อนของบ้านเรา ทำเอาผู้คนทั้งประเทศอดเป็นห่วงมิได้ว่าเมื่อไหร่จะปรองดองสมานฉันท์กันได้จริงเสียที เชื่อว่าพี่น้องชาวไทยผู้รักชาติทั้งหลายคงอยากเห็นประเทศไทยก้าวผ่านบรรยากาศแห่งความขัดแย้งแตกแยกที่เป็นอยู่อย่างนี้โดยเร็วกันทั้งนั้น ปล่อยทิ้งไว้แบบนี้นานไปจะเยียวยาไม่ไหวเหมือนเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายยังไงยังงั้น           วกกลับมาเข้าเรื่องรักษามะเร็งแบบปรองดอง ปรองดองที่ว่านี้มี 2 นัยคือ หนึ่งระหว่างแพทย์ผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยและญาติที่ได้รับการรักษา แน่นอนครับว่าแพทย์ก็อยากให้ผลการรักษาออกมาดี ผู้ป่วยก็อยากจะหายขาดจากโรคหรือมีชีวิตอยู่ได้นานที่สุดกันทั้งนั้น บ่อยครั้งที่ทั้ง 2 ฝ่ายก็ไม่ค่อยจะปรองดองกัน ยกตัวอย่าง แพทย์ไม่เปิดใจกว้างไม่มีเวลาที่จะให้โอกาสผู้ป่วยและญาติซักถามรายละเอียดของการรักษาหรือปรึกษาหารือเรื่องทางเลือกอื่นในการรักษา มิหนำซ้ำยังต่อว่าผู้ป่วยและญาติหากไปเลือกการรักษาวิธีการอื่น เช่นเดียวกับผู้ป่วยและญาติที่อาจจะไม่มารับการรักษามาตรฐานที่ได้รับคำแนะนำหรือมารับการรักษาอย่างไม่สม่ำเสมอหรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำสำคัญที่ต้องปฏิบัติ ซ้ำร้ายกลับทำตรงกันข้ามเสียอีก           นัยที่สองคือระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก ปัจจุบันมีการแอบอ้างวิธีการรักษาแบบใหม่ว่าเป็นการแพทย์ทางเลือก แน่นอนครับว่าใครที่ไม่เคยเป็นมะเร็งหรือไม่เคยมีญาติสนิทเป็นมะเร็งจะไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ มีข่าวว่าอะไรรักษามะเร็งได้หรือใครมาบอกว่าคนนั้นคนนี้หายจากมะเร็งได้ ผู้ป่วยและญาติก็อยากจะไปลองการรักษาแบบที่ว่ากันทั้งนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าต้องใช้ปัญญาและเหตุผลแยกแยะให้ได้ว่าน่าเชื่อถือเพียงใด มีหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุนหรือไม่ อย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือต้องยึดการรักษามาตรฐานไว้เป็นการรักษาหลัก เหตุผลเพราะมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่ารักษาตัวโรคมะเร็งชนิดนั้นได้ผลดีกว่าวิธีการอื่น เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งการรักษาหลักการรักษามาตรฐาน ส่วนจะเพิ่มการรักษาทางเลือกอื่นที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายเป็นการเสริมสุขภาพโดยรวมก็สุดแท้แต่ โดยเฉพาะการแพทย์ทางเลือกที่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น…