ข่าวปลอม อย่าแชร์! ดื่มน้ำต้มใบและดอกมะละกอ ช่วยรักษามะเร็ง

ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่างๆ ถึงประเด็นเรื่อง ดื่มน้ำต้มใบและดอกมะละกอ ช่วยรักษามะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการเผยแพร่วิธีการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยการดื่มน้ำต้มจากส่วนใบ และดอกของละมะกอนั้น ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษา หรืองานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าใบและดอกมะละกอรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้ซึ่งมะละกอ จัดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ และอุดมไปด้วยแหล่งอาหารที่สำคัญต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี โพแทสเซียม โฟเลต และเส้นใยอาหาร ในด้านการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติต้านมะเร็งพบว่าสารสกัดจากใบและดอกมะละกอ อาจมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและยับยั้งเซลล์มะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด แต่งานวิจัยเหล่านี้เป็นเพียงการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น โดยปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาในระดับสัตว์ทดลองหรือในคน จึงยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกหลายขั้นตอน ซึ่งการรับฟังข้อมูลที่ไม่ผ่านการพิจารณาหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนและอาจลดโอกาสการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษา หรืองานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าใบและดอกมะละกอรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้ หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากของทอด เป็นอันตรายต่อร่างกายและเป็นสารก่อมะเร็ง

ตามที่มีการเผยแพร่คำแนะนำ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากของทอด เป็นอันตรายต่อร่างกายและเป็นสารก่อมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการเผยแพร่ข้อมูลระบุว่า ห้ามใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากอาหาร เนื่องจากเสี่ยงได้รับโซดาไฟและสารไดออกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งนั้น ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวและชี้แจงว่า ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยที่ยืนยันแน่ชัดว่าการใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันของทอดทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง กระดาษทิชชู (tissue paper) มีทั้งที่ผลิตจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (เยื่อกระดาษจากต้นไม้) และจากเยื่อเวียนใหม่ กระดาษทิชชูจึงแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามประโยชน์ใช้สอย เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษชำระ กระดาษเช็ดปาก กระดาษเช็ดมือ เป็นต้น สำหรับการผลิตกระดาษทิชชู จากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์จะมีการนำเยื่อกระดาษมาตีผสมกับน้ำ ฟอกเยื่อกระดาษให้มีสีขาวแล้วนำมารีดอบเป็นแผ่น ส่วนการผลิตกระดาษทิชชูจากเยื่อเวียนใหม่จะมีการใช้สารโซเดียมไฮดรอกไซด์หรือโซดาไฟเพื่อตีปั่นวัตถุดิบให้เป็นเนื้อเยื่อกระดาษ และใช้สารคลอรีนไดออกไซด์ในกระบวนการฟอกขาว จากนั้นจึงนำไปผ่านกระบวนล้างทำความสะอาดเพื่อขจัดสารเคมีต่าง ๆ จนได้มาตรฐานก่อนรีดอบเป็นแผ่นต่อไป สำหรับความกังวลเกี่ยวกับสารเคมีจากกระดาษทิชชูจะปนเปื้อนสู่อาหารหากนำมาใช้ซับน้ำมันในอาหารประเภททอดนั้น ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันของทอดทำให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ อย่างไรก็ตามหากต้องการซับน้ำมันในอาหารควรเลือกใช้กระดาษที่ผลิตมาสำหรับใช้กับอาหารโดยเฉพาะเท่านั้น และควรเลือกใช้กระดาษทิชชูที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและควรใช้ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ตามการใช้งาน ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ใส่ผ้าอนามัยนาน ทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก

ตามที่ได้มีบทความแนะนำเรื่องใส่ผ้าอนามัยนาน ทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำเตือนหากใส่ผ้าอนามัยนานอาจทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า เป็นความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิง ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบว่าการใส่ผ้าอนามัยนาน ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ Human Papilloma Virus (HPV) และส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมาจากเพศสัมพันธ์ผ่านการสัมผัสผิวหรือเยื่อบุของอวัยวะเพศ ผู้ที่มีคู่นอนหลายคนจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการสูบบุหรี่ที่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง เป็นต้น ส่วนการใส่ผ้าอนามัยแผ่นเดิมเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนแผ่นใหม่ อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเกิดเชื้อรา ทำให้มีอาการระคายเคือง อาการคัน หรือเชื้อเหล่านี้อาจแพร่ไปยังทางเดินปัสสาวะทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เป็นต้น ทั้งนี้ การใช้ผ้าอนามัยแผ่นเดียวนาน ๆ อาจทำให้เกิดการอับชื้น ไม่สะอาด ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 4-6 ชั่วโมง หรือตามปริมาณประจำเดือนที่มีในวันมามากอาจจะเปลี่ยนบ่อยกว่าวันที่กำลังจะหมด ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02-202-6800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ :  เป็นความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิง…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ริดสีดวงเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่

ตามที่มีการเผยแพร่เตือนประเด็นเรื่องริดสีดวงเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำเตือนเรื่องสุขภาพที่ระบุเป็นริดสีดวงจะทำให้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่าโรคริดสีดวง ไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งริดสีดวง เป็นโรคที่เกิดจากเส้นเลือดดำทวารหนัก หรือส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่มีการบวมพองยื่นนูนเป็นติ่งออกมาจากทวารหนัก สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ริดสีดวงภายใน เกิดบริเวณเนื้อเยื่อทวารหนักที่อยู่สูงกว่าระดับหูรูดทวารหนัก และริดสีดวงภายนอก เกิดบริเวณทวารหนักส่วนล่าง มีอาการนูนเป็นติ่งออกจากทวารหนัก โดยปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่ การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานเนื้อแดงเนื้อแปรรูปเป็นประจำ อาหารกากใยน้อย อาหารปิ้งย่างรมควัน ตลอดจนขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น อาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่ การถ่ายอุจจาระมีมูกปนเลือดหรืออาจถ่ายเป็นเลือดสดๆ มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง/ถ่ายไม่สุด ขนาดของลำอุจจาระเล็กลง และมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด เป็นต้น ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ…

ไอเรื้อรัง สัญญาณเตือนมะเร็งปอด จริงหรือ?

ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่างๆ ถึงประเด็นเรื่อง ไอเรื้อรัง สัญญาณเตือนมะเร็งปอด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง จากข้อมูลทางวิชาการที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบพบว่า อาการไอเรื้อรังนั้นเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนมะเร็งปอดจริง โดยมะเร็งปอดเกิดจากการเจริญของเซลล์ในเนื้อเยื่อปอดมีการแพร่กระจายที่ควบคุมไม่ได้ โดยทั่วไปอาการของมะเร็งปอดมักปรากฏเมื่อเนื้อร้ายลุกลามไปมากแล้ว อาการที่พบบ่อยของโรคมะเร็งปอด เช่น ไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือด เหนื่อยหอบง่าย ปอดติดเชื้อบ่อย เป็นต้น สำหรับสาเหตุของมะเร็งปอดมาจากหลายปัจจัย เช่น การสูบบุหรี่ การสูดดมควันบุหรี่มือสอง แร่ใยหิน ก๊าซเรดอน สารเคมีและมลภาวะทางอากาศ รวมถึงผู้ที่เคยมีรอยโรคที่ปอด เช่น วัณโรค โรคถุงลมโป่งพอง จะมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลทั่วไป ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติดังกล่าวเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 หน่วยงานที่ตรวจสอบ :  สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ยืนยันว่า Ice Bathing ไม่ใช่วิธีรักษามะเร็ง และอาจมีอันตรายถึงชีวิตหากมีโรคประจำตัว

นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนายการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการ Ice Bathing ที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้ดีขึ้นได้ ว่ายังไม่มีขัอมูลทางการแพทย์ยืนยัน แม้ว่าจะมีวิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีใช้ความเย็น แต่เครื่องมือดังกล่าวต้องมีการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมคือต้องติดลบหลายองศา และ ใช้ความเย็นจัดเฉพาะที่ตัวก้อนมะเร็งด้วยเครื่องมือพิเศษโดยแพทย์ที่ชำนาญเฉพาะทาง ส่วนการลงแช่ในน้ำแข็งทั้งตัวนั้นยังไม่มีการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่าสามารถรักษาหรือชะลอโรคมะเร็งได้ ที่สำคัญอาจก่ออันตรายต่อสุขภาพ เพราะคนไข้มะเร็งส่วนใหญ่มักจะอายุมากและร่างกายไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม ยิ่งถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจหรือโรคปอดร่วมด้วย ก็ยิ่งอันตรายเพิ่มขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิร่างกายที่รวดเร็ว จากอุณหภูมิปกติไปสู่อุณภูมิที่เย็นจัด อาจจะไปกระตุ้นให้โรคหัวใจหรือปอดกำเริบรุนแรง ที่อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ข่าวปลอม อย่าแชร์! น้ำแข็งยูนิคใส่สารฟอร์มาลีน ทำให้คนไทยเป็นมะเร็งอันดับ 1 ของโลก

ตามที่มีกระแสข่าวตามสื่อออนไลน์ เรื่อง น้ำแข็งยูนิคใส่สารฟอร์มาลีน ทำให้คนไทยเป็นมะเร็งอันดับ 1 ของโลก ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการแชร์ข้อมูลว่าน้ำแข็งยูนิคที่รับประทานผสมสารฟอร์มาลีน เพื่อให้นำแข็งละลายช้า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนไทยเป็นมะเร็งมากที่สุดในโลก ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ชี้แจงว่า ฟอร์มาลีนไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหาร และไม่มีคุณสมบัติทำให้น้ำแข็งตัวได้เร็วหรือละลายช้า ซึ่งน้ำแข็งผลิตจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะของน้ำจากของเหลวเป็นของแข็งน้ำที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ไม่จำเป็นต้องเติมสารอื่นเพิ่มเติม โดยฟอร์มาลีน หรือ สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งมีพิษ ประกอบด้วยก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ละลายน้ำด้วยความเข้มข้นร้อยละ 37 มีลักษณะเป็นน้ำใส มีกลิ่นฉุน แสบจมูกและตา ฟอร์มาลีนถูกนำมาใช้ประโยชน์หลายด้าน เช่น เป็นสารตั้งต้นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ในทางการแพทย์นำมาใช้ในการรักษาสภาพร่างกายมนุษย์ที่เสียชีวิต ใช้ในห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา ในขั้นตอนการคงสภาพของเนื้อเยื่อในเทคนิคทางด้านเนื้อเยื่อวิทยา เพราะทำให้โปรตีนแข็งตัว สำหรับประเด็นเรื่องที่คนไทยเป็นมะเร็งมากที่สุดในโลกนั้น ในด้านสถิติการเสียชีวิตของประชากรไทย ข้อมูลจากสถิติสาธารณสุขรายงานว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย อย่างไรก็ตามอุบัติการการเกิดโรคมะเร็งของไทยไม่ได้เป็นอันดับ 1 ของโลก รายงานจากองค์การอนามัยโลก (Globocan 2020) ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่จัดเป็นอันดับที่ 89 ของโลก ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/…

ข่าวบิดเบือน สารเบนซีนถูกปล่อยสู่ห้องโดยสารรถยนต์ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง

ตามที่ได้มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง สารเบนซีนถูกปล่อยสู่ห้องโดยสารรถยนต์ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน จากที่มีการแชร์ข้อมูลว่าหากจอดรถตากแดด ก่อนเปิดแอร์บนรถต้องระบายความร้อนอย่างน้อย 2 -3 นาทีก่อน เพื่อลดการเกิดสารเบนซีน ต้นเหตุการเกิดโรคมะเร็งนั้น ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวมีบางส่วนที่ไม่เป็นจริง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลสรุปได้แน่ชัดว่าความร้อนจากแสงแดดทำให้อุปกรณ์ในรถปล่อยสารเบนซีนออกมาสู่ห้องโดยสารรถยนต์ ในระดับที่ทำให้เป็นพิษต่อร่างกายจนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง แต่หากจำเป็นต้องจอดรถในที่อุณหภูมิสูง ควรลดกระจกลงเพื่อระบายความร้อนและให้อากาศภายในรถกระจายออกไปด้านนอก โดยเบนซีน จัดเป็นสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในกลุ่มอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์สำหรับเป็นตัวทำละลายในการผลิตทางอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมพลาสติก ยาฆ่าแมลง สีย้อมผ้า สี และหมึกพิมพ์ เป็นต้น ซึ่งสารเบนซีนเมื่อเข้าสู่ร่างกายจากหายใจ หากได้รับในปริมาณสูงจะทำให้เกิดอาการเฉียบพลัน เช่น เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ วิงเวียนศีรษะ และทำให้หมดสติ หรืออาจเสียชีวิตได้ หากได้รับสารเบนซีนเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดอาการเรื้อรัง เช่น มีภาวะโลหิตจาง เกิดภูมิแพ้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ประกาศค่ามาตรฐานเฝ้าระวังสำหรับเบนซีนในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 7.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) แต่ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดค่าที่ปลอดภัยสำหรับการสัมผัสสารเบนซีนในระยะยาวทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม จากการสืบค้นข้อมูลการวิจัยคุณภาพอากาศในห้องโดยสารรถยนต์พบสารเบนซีนในระดับที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับ อุณหภูมิและความกว้างของห้องโดยสาร รวมถึงอายุการใช้งานของรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ข้อมูลที่สามารถสรุปได้ว่าความร้อนจากแสงแดดทำให้อุปกรณ์ในรถปล่อยสารเบนซีนออกมาในระดับที่ทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! กินแล้วนอน ทำให้เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งหลอดเลือด

ตามที่ได้มีข้อมูลปรากฏในสื่อออนไลน์ ในประเด็นเรื่อง กินแล้วนอน ทำให้เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งหลอดเลือด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการเผยแพร่ข้อมูลว่าหากกินแล้วนอน บ่อยๆ ทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งหลอดเลือดนั้น ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สืบค้นข้อมูลและชี้แจงว่า ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดว่าการกินแล้วนอนเสี่ยงเกิดเป็นโรคมะเร็งหลอดเลือด ซึ่งพฤติกรรมกินแล้วนอน เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายด้าน โดยเฉพาะอาการแสบร้อนกลางอกและอาการกรดไหลย้อน ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากภาวะที่หูรูดบริเวณส่วนปลายของหลอดอาหาร (Lower Esophageal Sphincter – LES) ทำงานผิดปกติทำให้กรดหรือน้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในบริเวณหลอดอาหาร ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบเรื้อรังบริเวณหลอดอาหารและบริเวณกล่องเสียงได้ นอกจากนี้พฤติกรรมกินแล้วนอนอาจส่งผลให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคอ้วน เป็นต้น จึงควรปรับพฤติกรรมโดยเว้นระยะเวลาการรับประทานอาหารและการนอนให้ห่างกันอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : พฤติกรรมกินแล้วนอน เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายด้าน แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดว่าการกินแล้วนอนเสี่ยงเกิดเป็นโรคมะเร็งหลอดเลือดได้ หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ…

ข่าวปลอม อย่าแชร์! สัมผัสสารกันบูดในปลาทูนึ่ง ทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง

ตามที่ได้มีการเผยแพร่แนะนำเรื่อง สัมผัสสารกันบูดในปลาทูนึ่ง ทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีจากข้อความเตือนภัยเรื่องสัมผัสสารกันบูดในปลาทูนึ่ง ทำให้เป็นมะเร็งที่มือ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่าจากการตรวจสอบข้อมูล พบว่ายังไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลวิชาการที่บ่งชี้ว่าการสัมผัสสารกันบูดส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ขณะเดียวกันกระบวนการผลิตปลาทูนึ่งถือเป็นการถนอมอาหารอยู่แล้วซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพปลาทูไว้ทำให้สามารถเก็บไว้ได้ในระยะหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูด ทั้งนี้สารกันบูด เป็นสารที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาโดยการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุการเน่าเสียของอาหาร ตัวอย่างของสารกันบูด เช่น กรดเบนโซอิก กรดซอร์บิก พาราเบนส์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และซัลไฟต์ เป็นต้น โดยสารกันบูดที่อนุญาตให้ใช้จะผ่านการประเมินความปลอดภัยและมีการกำหนดปริมาณที่บริโภคได้ต่อวัน นอกจากนี้ยังมีการการสุ่มตรวจหรือสำรวจปริมาณการตกค้างของสารเหล่านี้ให้อยู่ในค่าไม่เกินมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ www.nci.go.th หรือโทร. 02-202-6800 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลวิชาการที่บ่งชี้ว่าการสัมผัสสารกันบูดส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข